ภาคเรียนนี้ ผู้น้อยได้ศึกษา "พระนิพนธ์ในพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ" หรือ น.ม.ส.

 

"....ประทับใจและถูกจริต...." มากทีเดียว

ถูกจริตก็คือ ถูกอกถูกใจ ถูกกับประสบการณ์ และพ้องกับความนึกคิดและตัวตนของคนอ่านอยู่มากกกกกกกกก อิอิ

 ครั้งแรกที่รู้จัก พระนิพนธ์ของ น.ม.ส. ก็คือ ผ่านงาน "กนกนคร"

 

 

ต้องสาวความไปก่อนหน้าที่จะมาอ่านกนกนครตอนม.๕ ว่าไปรู้จักเรื่องนี้ได้อย่างไร

ก่อนหน้านั้น ตอน ม.๒ ผู้น้อยได้อ่านคู่กรรม และ ทมยันตีได้แทรกกลอนสองบท (ตอนนั้นก็อ่านและแปลความไม่รู้เรื่องดอก)ไว้

 " หาแถงแง่ฟ้าหาง่าย                   เบื่อหน่ายบงนักพักตร์ผิน

หาเดือนเพื่อนเถินเดินดิน              คือนิลนัยนาหาดาย

เพ็ญเดือนเพื่อนดินสิ้นหา              เพ็ญเดือนเลื่อนฟ้าหาง่าย

เดือนเดินแดนดินนิลพราย             เดือนฉายเวหาสปราศนิล "

(ตอนนี้เป็นตอนที่อมรสิงห์ตามหานางกนกเรขา สองบทนี้แปลว่า จะหาพระจันทร์ในท้องฟ้า ยังหาดูง่าย ถ้าเบื่อที่จะชม(จันทร์)ก็เบือนหน้าหนี แต่การหาเพื่อน(คู่คิด คู่ใจ คู่รัก) นั้น หาได้ยากมาก (จะไปหาที่ไหน) นิลนัยนา ก็คือดวงตาของนางกนกเรขาที่มีสีดำขลับ สีเดียวกับสีศอของพระศิวะเื่มื่อยามดื่มน้ำพิษตอนกวนเกษียรสมุทร...)

 

มาต่อที่คู่กรรม เพราะทมยันตีได้แนบที่มาของกลอนไว้ตอนท้าย เมื่อผู้น้อยมีโอกาสได้ไปเซาะแซะในห้องสมุดมหาวิทยาลัย ก็เลยได้ยืมมาอ่าน (ก็นั่นแหละนะ อ่านไ่ม่รู้เรื่องหรอก ศัพท์เสิบอะไรก็ยาก มิใคร่เข้าใจเท่าใดนัก)

 

จากนั้นมาเมื่่อ ในภาคการศึกษานี้ เปิดวิชาพระนิพนธ์ของ น.ม.ส. ผู้น้อยก็คลิก "ลงทะเบียน" ทันใด (ทันใจ!!) ฮ่าๆๆ

  กนกนครเป็นเรื่องแรกที่ต้องเรียนในวิชาีนี้ ถึงแม้ว่าผู้น้อยจะเรียนมาก่อนแล้ว ก็ยังคงต้องเริ่มนับใหม่อยู่ดีเพราะตอนนั้นอ่านเอาสนุก และเรื่องราวอย่างเดียว มิใช่อ่านวิเคราะห์สังเคราะห์เหมือนในวิชาเรียน

กระไรเลย ก่อนจะรู้จักพระนิพนธ์ของน.ม.ส. เรามารู้จักพระองค์ก่อนดีกว่า

 

(ขออนุญาตอธิบายเป็นภาษาสามัญในที่นี้ เพื่อความเข้าใจง่าย)

 

น.ม.ส. มีพระนามเดิมว่า "พระบวรวงษ์เธอ พระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจรัส เกิดเมื่อวันพุธที่ ๑๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๑๙

เป็นหลานปู่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเ้จ้าอยู่หัว (พระอนุชาของรัชกาลที่ ๔) 

 

ในวัยเด็ก ทรงเรียนหนังสือกับเจ้าจอมมารดาเลี่ยม (เล็ก) (แม่) ทรงอ่านเขียนได้อย่างรวดเร็ว

อายุ ๕ ขวบก็อ่านวรรณคดีเช่น อิเหนา รามเกียรติ์ สามก๊ก และโคลงกลอนเก่าๆได้แล้ว (ทรงพระปรีชาม้ากมาก)

และก็เรียนหนังสือขอมกับเ้จ้าพี่ จนรู้หนังสือขอม (ตอนนั้นประมาณ ๕ - ๖ ขวบ เองนะ)

 

อายุ ๑๐ ขวบ เข้าเ็ป็นนักเรียนประจำโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ทรงเรียนภาษาไทยและภาษาอังกฤษควบกันไปด้วย เรียนอยู่ ๓ ปี (อายุ ๑๓) ก็สอบได้ชั้นประโยค ๑

อายุ ๑๕ ก็สอบได้ชั้นประโยค ๒ ได้ที่ ๑ แต่พระชันษาน้อยเกินไปที่จะรับราชการ จึงศึกษาภาษาอังกฤษต่อไปอีก

อายุ ๑๗ เข้ารับราชการในกระทรวงธรรมการ

อายุ ๑๙ ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยอธิบดีกรมศึกษาธิการ และได้รับหน้าที่พิเศษเป็นข้าหลวงตัดสินการสอบไล่ประโยคบุรพบท และเป็นกรรมการพิเศษร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาความแพ่งอีกหน้าที่หนึ่งด้วย

 

ทรงแสวงหาความรู้อยู่เป็นประจำ และได้ไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เป็นเวลา ๓ ภาคการศึกษาก็ถูกเรียกตัวกลับมาเพื่อช่วยทำงานในส่วนราชการที่ขยายออกไป (ทำให้พระองค์เรียนไม่ครบจนจบปริญญา)

หลังจากนั้นก็ได้เลื่อนตำแหน่งเรื่อยๆ และได้เปลี่ยนหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่อยๆ เพราะมีความสามารถมาก เห็นได้จาก บทหนึ่งใน "สามกรุง" ที่ทรงนิพนธ์ขึ้น

"วันหนึ่งในที่เฝ้า                     ภูบาล" (ร.๕)

มีราชวโรงการ                        แก่ข้า

ในเรื่องถูกย้ายงาน                  บ่อยบ่อย

ตรัศว่าสมน้ำหน้า                   ที่ใช้ได้ดีฯ"

 

หลายคนอาจรู้จักท่านในนาม พระบิดาแห่งสหกรณ์ ....เพราะพระองค์เมื่อครั้งทำงานเป็นอธบดีกรมพาณิชย์แลสถิติพยากรณ์ จึงทรงศึกษาหลักการสหกรณ์ของนานาประเทศ และก่อกำเนิดสหกรณ์ขึ้น

 

ในชีวิตสมรมของพระองค์ แต่งงาน ๒ ครั้ง เพราะครั้งแรกคุณพัฒน์ถึงแก่กรรม รวม พระองค์มีบุตรในภรรยาทั้งสอง คือ ๑๐ คน  

 

และหนึ่้งในบรรดาธิดาของพระองค์ที่อาจคุ้นเคยกันดีคือ หม่อมเจ้าวิภาวดี รังสิต

 

อืมเอาเป็นว่า พระประวัติของพระองค์นั้น ทำให้เห็นถึงพระปรีชาในหลายๆด้าน รวมถึงในด้านอักษรศาสตร์ ที่มีคุณค่าทั้งในแง่การศึกษา การบันทึกความนึกคิด ความรู้ และทัศนคติของท่านต่อสังคมหลายๆด้าน ^^

 

เริ่มสนใจ น.ม.ส. กันบ้างรึยังน้า..... ถ้ายัง ลองมาอ่านดูตอนที่สอง กันนะคะ ^^

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet